บอกต่อเพื่อน เก็บบันทึก ตั้งเป็นหน้าแรก
| หน้าแรก | สาระ |

รายชื่อหมวด

  ทั่วไป
  ออกแบบบ้าน
  ขั้นตอนการปลูกสร้างบ้าน
  ก่อนจะซื้อบ้าน
  ตกแต่งบ้าน
  ดูแลรักษาบ้าน
  ลดค่าใช้จ่ายในบ้าน
  ออกแบบจัดสวน
  การขายบ้านหลังเก่า
  การย้ายบ้าน
  กฏหมายน่ารู้
  สินค้าราคาพิเศษ



    หมวด
ก่อนจะซื้อบ้าน
หัวข้อสาระ


ซื้อบ้านเพื่ออยู่ในลักษณะลงทุนดีอย่างไร ทำไมถึงคุ้มสุดๆ….
สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด
ข้อจำกัดของระบบก่อสร้างบ้านแบบสำเร็จรูป
มาตรการส่งเสริมตลาดบ้านมือสอง
เรื่องที่ควรรู้ก่อนซื้อบ้าน
เอกสารหลักฐานที่ผู้กู้ต้องเตรียมก่อนยื่นกู้
การเลือกระยะเวลากู้ให้เหมาะสม
ซื้อบ้านมือสอง ต้องดูอะไรบ้าง
เส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ 9 สาย
หลักปฎิบัติ 5 ประการ ....ก่อนกู้เงินซื้อบ้าน
หลักการวิเคราะห์สินเชื่อ
ประมาณเงินดาวน์และราคาบ้านที่จะซื้อได้
ตารางคำนวณเงินงวดผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ตรวจข้อมูลการเวนคืน ก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน
วิธีเลือกกู้ “ สินเชื่อ” ต่อเติม-ตกแต่งบ้าน
ถนนเศรษฐกิจเชื่อมสัมพันธ์ ไทย-ลาว-เวียดนาม
คุม18ถนนรอบสุวรรณภูมิ ห้าง-ตึกแถวหมดสิทธิเกิด
กทม.คุมเข้มระยะร่น15ม. ถนนวงแหวนอุตฯ-หลวงแพ่ง
สาระ "เมื่อคิดจะสร้างบ้าน"
ปฏิทินกิจกรรมอสังหาฯ
โครงข่ายการคมนาคมขนส่งในอนาคต
ฮวงจุ้ยกับการเลือกซื้อบ้าน
ประเมินรายได้ก่อนซื้อบ้าน รับมือดอกเบี้ยขาขึ้น
ฉลาดคิด.. พิจารณาซื้อบ้าน 5 ทำเลเด่น ตามแนวเส้นคมนาคมสายใหม่
ปัจจัยหลักตัดสินใจเลือกซื้อบ้าน (ธอส.)
เคล็ด(ไม่)ลับ 20วิธีเลือกซื้อบ้านประหยัดพลังงาน
เรื่องที่ควรตรวจสอบ!! ก่อนเลือกซื้อโครงการ
คิดให้ดีก่อนเลือกซื้อ“บ้านสำเร็จรูป”
เคล็ด(ไม่)ลับวิธีเลือกซื้อบ้านประหยัดพลังงาน
เรื่องที่ควรตรวจสอบ.. ก่อนเลือกซื้อโครงการ
บ้านหรือที่อยู่อาศัยตรงกับทางสามแพร่งอยู่ได้หรือไม่?
ซื้อคอนโดฯอย่างมืออาชีพ
ข้อแนะนำ "การซื้อบ้าน"
ดู "ฮวงจุ้ย" พื้นฐาน
พื้นฐานความรู้สินเชื่อ
วิธีการประเมินเครดิตโดยผู้ให้กู้
พื้นฐานความรู้การรีไฟแนนซ์
คำนวณการรีไฟแนนซ์อย่างง่ายๆ
ข้อพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน
เคล็ด(ไม่)ลับ 20วิธีเลือกซื้อบ้านประหยัดพลังงาน
เรื่องที่ควรตรวจสอบ!! ก่อนเลือกซื้อโครงการ
เลือกซื้อบ้านอย่างไร ให้ได้ตามหลักฮวงจุ้ย
สคบ.แนะวิธี ไม่ให้ถูกเอาเปรียบ เมื่อเลือกซื้อ คอนโดฯ
เทคนิคเลือกซื้อห้องชุดใหม่
รูปแบบการซื้อขายบ้านมือสอง
10 ยุทธวิธีเลือกซื้อห้องชุดมือสอง
นาทีทองกู้ซื้อบ้าน/แบงก์ดัมพ์ดอกเบี้ย
วิธีการประเมินกำลังเงินว่าจะซื้อบ้าน และผ่อนบ้านได้หรือไม่
ข้อดีของการมีบ้านเป็นของตนเอง
ผ่อนแบบขั้นบันได-คงที่…อย่างไหนดี ?
เรื่องควรรู้…ก่อนซื้อบ้านระบบสำเร็จรูป
การประเมินราคาอสังหาฯ เรื่องพื้นฐานที่ควรรู้
ค่าใช้จ่ายในการกู้ซื้อบ้าน
หลัก 5 ประการก่อนกู้เงินซื้อบ้าน
ความหมายและการเลือกใช้ “อัตราดอกเบี้ย” ให้เหมาะสม
ข้อควรระวัง ในการซื้อบ้านจากการขายทอดตลาด
ซื้อบ้าน คือ การลงทุน?
10ข้อเตือนใจผู้บริโภค ก่อนซื้อบ้าน-คอนโดหลังแรก

        หลักปฎิบัติ 5 ประการ ....ก่อนกู้เงินซื้อบ้าน

หมวด : ก่อนจะซื้อบ้าน    
จำนวนคนอ่าน 17940    

 

หลักปฎิบัติ 5 ประการ ....ก่อนกู้เงินซื้อบ้าน

        ประการแรก
          สำรวจความพร้อมของ ตัวเองก่อนตัดสินใจจะกู้เงินซื้อบ้าน โดยเฉพาะในเรื่องของ ฐานะ
ทางการเงินว่ามั่นคงและมั่นใจพร้อมที่จะผ่อนบ้าน แล้ว หรือไม่ ในเบื้องต้นจำนวนเงินงวด ที่ผ่อนชำระ แต่ละเดือน นั้นไม่ควรเกินกว่า 30-40 % ของรายได้ที่สำคัญ ต้องตรวจสอบดูว่าตัวเองเคยมีการติดค้างการชำระเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็น ค่างวดรถยนต์ ค่างวดเงินกู้อื่น ๆ  ติดหนี้บัตรเครดิต หรืเคยจ่ายเช็คเด้ง เป็นต้น เพราะ ปัจจุบันสถาบันการเงินทุกแห่งต่างเข้มงวดและตรวจสอบประวัติการเงินของผู้กู้ทุกราย โดยจะใช้ฐานข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลเครดิต (Credit Bureau) เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์การอนุมัติสินเชื่อ หากเคยมีประวัติ  เช่น  นี้เรียกว่าติดแบล็คลิสท์ก็จะไม่ได้รับการอนุมัติเงินกู้

           ในส่วนของผู้กู้ที่เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ควรจะสร้างเครดิตให้กับตนเองด้วยการเปิดบัญชีเงินฝาก เพื่อ แสดงให้เห็นถึงสถานะทางการเงินโดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป หรือแม้แต่ผู้กู้ที่มีอาชีพประจำก็ตาม
ควรจะปรับปรุงสมุดบัญชีเงินฝากเป็นประจำสม่ำเสมอ
           ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบความสามารถในการกู้และการผ่อนชำระก่อนได้ที่สถาบันการเงินทั่วไป รวมทั้ง เว็บไซด์ของสถาบันการเงินทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะช่วยให้ผู้กู้รู้ถึงความสามารถของตน และ จัดเตรียมหาร ผู้กู้ร่วมไว้ก่อนในกรณีที่ไม่สามารถกู้เพียงคนเดียวได้  

           ประการที่สอง
           หาแหล่งเงินกู้ที่สนใจจะใช้บริการ ซึ่งแหล่งเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
หลัก ๆ ด้วยกันคือ กลุ่มแรก สถาบันการเงินของรัฐ   เช่น   ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารกรุงไทย และ  ธนาคารออมสิน กลุ่มที่สอง ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน ( บริษัทเงินทุน, บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ) กลุ่มที่สาม บริษัทประกันชีวิตที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
            ในส่วนสถาบันการเงินของรัฐ เนื่องจากเป็นธนาคารของรัฐบาล จึงค่อนข้างได้รับความไว้วางใจ จากประชาชนทั่วไป   และ  อาจมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำกว่าสถาบันการเงินเอกชนได้เล็กน้อย
             ส่วนธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเอกชน (บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์) มีการแข่งขัน ในตลาดสูงทำให้แต่ละแห่งเปิดให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ  ให้เลือกตามความต้องการ ตลอดจน การอำนวยความสะดวกด้านการบริการที่รวดเร็ว   กลุ่มนี้จะมีต้นทุนในการดำเนินการที่สูง   อัตรา ดอกเบี้ยจะมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจะรวดเร็วกว่าธนาคารของภาคของภาครัฐ
             ขณะที่กลุ่มของบริษัทประกันชีวิต แม้จะสามารถให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย แก่ประชาชนทั่วไป ได้เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์  หรือ  สถาบันการเงิน แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไข อาทิ ให้กู้ยืมได้แต่ละรายไม่เกิน 5,000,000 บาท หรือไม่เกิน 85% ของราคาปะเมินหลักทรัพย์  หรือ  ราคาที่เสนอขาย ดังนั้น แหล่งเงินจากลุ่มนี้จึงอาจขาดความยืดหยุ่นในการให้บริการเมื่อเปรียบเทียบกับสองกลุ่มแร ตรงนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะพึงพอใจเงื่อนไขข้อเสนอสินเชื่อจากสถาบันการเงินใด

             ประการที่สาม
              ศึกษารายละเอียดและเงือนไขของแต่ละสถาบันการเงินให้รอบคอบ ที่เห็นชัดเจนขณะนี้คือ   การแข่งขัน ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้  ที่มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบคงที่  และ  ลอยตัว หากผู้กู้ต้องการความมั่นใจ ว่าจะ ไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ขึ้นลง การเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ จะทำให้ ผู้กู้สามารถวางแผนด้านการชำระเงินค่าบ้านได้อย่างชัดเจน... แต่ถ้าคิดว่าอัตราดอกเบี้ย มีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปกว่าอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ในปัจจุบัน   ก็สามารถเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวได้
             การจะพิจารณาเลือกแหล่งเงินกู้ หรือรูปแบบของบริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขอให้ผู้กู้คำนึงถึงความต้อง
การและ  เงื่อนไขความจำเป็นขงตนเองเป็นที่ตั้ง จากนั้นพิจารณาดูว่าข้อเสนอของสาบันการเงินใด ที่ตรงกับเงื่อนไข
ที่ตั้งไว้ ให้มากที่สุด ก็น่าจะช่วยทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

             ประการที่สี่

            การจัดเตรียมเอกสารหลักฐานสำคัญประกอบการยื่นเรื่องขอกู้เอกสารที่ใช้ประกอบการยื่นเรื่องขอกู้นั้นจะเหมือนๆ กันในทุกสถาบันการเงิน ที่สำคัญหลัก ๆ ประกบด้วย เอกสารแสดงข้อมูลส่วนตัว เอกสารแสดงรายได้ และ  เอกสารของหลักทรัพย์ ดังนี้

               เอกสารแสดงข้อมูลส่วนตัว

         สำเนาบัตรประชาชน/ ข้าราชการ (ผู้กู้ทุกคน)
          สำเนาทะเบียนบ้านผู้กู้ทุกคน (ทุกหน้า)
          สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ/สกุล (ถ้ามี)
          สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ใบมรณบัตร (ถ้ามี)
          แผนที่ตั้งที่พักอาศัยปัจจุบัน/ที่ทำงาน
         สำเนาสัญญากู้/สัญญาจำนอง/Statement/ใบเสร็จการผ่อนชำระย้อนหลัง 12 เดือน (กรณีไถ่ถอนจำนอง)


                 เอกสารแสดงรายได้

          กรณีประกอบอาชีพประจำ ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ/ลูกจ้างบริษัท
             <> ใบรับรองเงินเดือนจากหน่วยงาน/สลิปเงินเดือน
             <> สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคาร/ใบเสียภาษีเงินได้
             <> หลักฐานแสดงรายได้อื่น ๆ (ถ้ามี)
    

         กรณีประกอบอาชีพอิสระ
            <> สำเนาทะเบียนการค้า/หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
            <> ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม/ใบเสียภาษีเงินได้
            <> Statement/บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน/บัญชีเงินฝากธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
            <> เอกสารหลักประกัน
            <> โฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือ นส.3ก พร้อมสารบัญจดทะเบียนทุกหน้า
                (สำเนาทุกหน้า จำนวน 2 ชุด)
            <> สำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย/สัญญามัดจำ/ใบเสร็จเงินดาวน์
            <> สำเนาใบอนุญาตปลูกสร้าง/คำขออนุญาต/แบบแปลน(กรณีปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม)
            <> หลักฐานการเป็นเจ้าของอาคาร (สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ฉบับสำนักงานที่ดิน หรือใบ
                 ขอเลขที่บ้าน)        
         กรณีไถ่ถอนจำนองและชำระหนี้
             <> แผนที่แสดงที่ตั้งหลักประกันโดยสังเขป
             การยื่นเอกสารที่ครบถ้วนตามที่สถาบันการเงินกำหนดไว้จะช่วยให้การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาส่งเอกสารเพิ่มเติมภายหลัง

                  ประการสุดท้าย
             ขอแนะนำว่าให้หาแหล่งเงินกู้ที่อยู่ในเกณฑ์ที่สนใจเผื่อไว้สัก 2-3 แห่ง เผื่อพลาดจากแห่งหนึ่ง  ก็ยังมีอีก 2  แห่งที่จะให้คำตอบได้ แต่ทั้งนี้  และทั้งนั้นหากมีข้อจำกัดในเรื่องที่สถาบันการเงินบางแห่งอาจจะคิดค่าธรรมเนียมในกาประเมินราคาหลักประกัน (บ้านที่จะซื้อ) ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ตรงนี้มีทางเลือกคือ ยังมีบางสถาบันการเงิน ที่ไม่คิดค่าบริการดังกล่าว ลองพิจารณาเงื่อนไขนี้ไว้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย .......